| แนะนำวิธีดู วิเคราะห์ข่าว |
| เปิดเว็บนี้ตามไปด้วย (www.forexfactory.com) จากตารางข่าวของเว็บ www.Forexfactory.com จะประกอบต้วย Date(วันที่) Time (เวลา) |
| Currency(ค่าเงิน), Impact(ความแรงของข่าว) Actual (ตัวเลขที่ออกจริง), forecast(ตัวเลขคาดการณ์ |
| จากนักวิเคราะห์) previous(ตัวเลขที่ออกก่อนหน้านั้น) lmpact(ความแรงของข่าว) จะมีสีกำกับอยู่หน้าข่าว |
| โดยสีแดงจะเป็นข่าวที่มีความสำคัญมากทีสุด รองลงมาคือสี ส้ม,สีเหลือง และ สีเทา |
| จะแสดงว่าเป็นวันหยุดของตลาดของประเทศนั้นและตัวเลขจริงที่ออก มา Actual ตัวเลข ที่ออกมาจะมี 3 อย่างด้วยกัน คือ |
| สีเขียวหมายถึงข่าวดี |
| สีแดงหมายถึงข่าวไม่ดี |
| สีดำคือไม่มีข่าวนั้นออกมาหรือมีแต่ไม่ส่งผลอะไร |
| โดยขึ้นอยู่กับความแรงของข่าวด้วย Impact ถ้าข่าว High Impact สีแดง และตัวเลขที่ประกาศออกมา เป็นสีเขียวหรือสีแดง |
| ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงกราฟขึ้น-ลงประมาณ 1xx pips ขึ้นไป |
| วิธีการเก็งกำไรจากข่าวในตาราง Forexfactory ให้รอดูตัวเลขจริง Actual ออกมาก่อนนะครับ เมื่อด้วเลข จริง(actual) |
| ออกมามากกว่าเมื่อเทียบกับตัวเลขที่คาดการณ์(forecast)ไว้จะส่งผลทำให้ดีกับค่าเงินนั้นๆ แต่ถ้า |
| ตัวเลขจริงออกมาน้อยกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้จะส่งผลเสียกับค่างินนั้นๆ เช่น ถ้ข่าวของ USD ออกมามากกว่า |
| ตัวเลขคาดการณ์(Forecast) จะทำให้ USD / XXX ขึ้น และทำให้ XXX / USD ลง ( XXX คือ ค่าเงินของ |
| ประเทศนั้นๆเมื่อเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐ(USD)อาทิเช่น JPY CHF CAD AUD NZD GBP ) |
| ถ้าข่าว Gross Domestic Product หรือ GDP ของอังกฤษ(GBP) ตัวเลขออกมามากกว่าที่ตัวเลขที่นัก |
| วิเคราะห์ได้คาดการณ์เอาไว้จะส่งผลให้กราฟของ GBP/USD , GBP/JPY,GBP/CHF ขึ้น และกราฟ EUR/GBP จะลง |
| ระดับความสำคัญของปฏิทินเศรษฐกิจ |
| 1. สาคัญมาก |
| ชื่อก็บอกอยู่ แล้วว่าสำคัญมาก ซึ่งจะเป็นข่าวและตัวเลขที่มีผลกระทบกับค่าเงินของประเทศนั้น ๆ อย่างแรง เมื่อ |
| ตัวเลขประกาศแล้ว จะมีปริมาณการซื้อขายที่สูงมาก ๆ ซึ่งจะส่งผลอยู่ประมาณ 5 - 10 นาที เราอาจจะได้เห็น |
| กราฟเป็นแท่งยาว ๆ ทั้งขึ้น และ ลง ในเวลาเดียวกัน |
| 2. สำคัญ |
| อันนี้ก็สำคัญ ก็จะส่งผลกระทบกับตลาดเงินมากแต่น้อยกว่า "สำคัญมาก" อยู่นิดนึง ซึ่งก็จะส่งผลให้มีกราฟยาว ๆ |
| (แต่ขนาดของแท่งจะสั้นกว่าแบบแรก) |
| 3. ทั่วไป |
| อัน นี้จะเป็นข่าวเศรษฐกิจทั่ว ๆ ไป มีผลบ้างเล็กน้อยถึงปานกลาง หากประกาศวันเดียวกับ 2 ตัวบน อาจจะไม่ส่ง |
| อะไรสำคัญเลย แต่ถ้าประกาศตัวเดียว โดด ๆ อาจมีผลบ้างโดยหากสวนทางกับ 2 ตัวข้างบนอาจทำให้ตลาดนำ |
| ข่าวนี้มาเล่นได้ เพราะจะเป็นตัววัดอย่างหนึ่งว่า ตัวเลขอื่นอาจงจะหลอกลวงได้ คราวนี้ตัวเลขเศรษฐกิจ |
| ที่ประกาศนั้นเกี่ยวอะไรกับราคาทองคำ โดยปกติราคาทองคำจะขึ้นอยู่กับ |
| 1. อัตราแลกเปลี่ยนของ USD |
| 2. ราคาน้ำมัน |
| 3. ราคาของโลหะพื้นฐาน และ โลหะอื่น พวก ทองแดง เงิน แพตตินั่ม พาลาเดียม |
| 4. อื่น ๆ เหตุการณ์ ภัยพิบัติทางรรมชาติ ข่าวก่อการร้าย หรือ ไม่คาดคิด |
| ทีนี้ตัวเลขที่ประกาศจะกระทบกับ 2 อย่างตรงๆ คือ อัตราแลกเปลี่ยน กับ ราคาน้ำมัน |
| แล้ว 2 ตัวนี้มีความเกี่ยวข้อง กับราคาทองคำอย่างไร? |
| 1. อัตราแลกเปลี่ยน โดยปกติ ถ้าไม่มีข่าวอย่างอื่น (หมายถึงพวกข่าวก่อการ้าย ภัยธรรมชาติ ฯลฯ) ที่มีน้ำหนัก |
| มากกว่า อัตราแลกเปลี่ยนก็จะมีผลตรงๆ โดยไม่มีอย่างอื่นมาทำให้ราคาเพื้ยนไปจากเดิม โดยปกติแล้ว ทองคำจะ |
| ขึ้นเมื่อ USD อ่อนค่า และ ทองคำจะลง เมื่อ USD แข็งค่า |
| แล้วค่าที่ว่าอ่อนค่า กับ แข็งค่า เนี่ย เขาเทียบกับ สกุลไหนบ้าง โดยปกติแล้วจะดูที่ 2 สกุลใหญ่ ชื่อ JPY และ |
| EUR หากสองอันนี้ไปในทิศทางเดียวกัน ก็แสดงว่า USD อ่อน หรือ แข็งจริงๆ |
| 2. ราคาน้ำมัน จะเป็นตัวช่วยดัน หรือ ฉุด ราคาทองคำในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมัน |
| มาดูกันว่าโดยปกติปฏิทินเศรษฐกิจที่เค้าขยันประกาศตัวเลขกันมีอะไรบ้าง (มันอาจจะไม่ครบทุกอย่าง) |
| ระดับที่เรียกว่าสำคัญมากมีอะไรบ้าง... |
| ลำดับ ชื่อในปฏิทิน |
| 1 Non farm Payrolls |
| 2 Unempioyment Rate |
| 3 Trade Balance |
| 4 GDP ( Gross Domestic Production ) |
| 5 PCE Price Defliator ( Personal Consumption Expenditure) |
| 6 CPI ( Consumer Price index ) |
| 7 TICS ( Treasury International Capital System ) |
| 8 FOMC ( Federal open Market committee meeting ) |
| 9 Retail Sales |
| 10 Univ. Of Michigan Consumer Sentiment Survey |
| 11 PPI ( Producer Price Index ) |
| ระดับที่เรียกว่าสำคัญ... |
| ลำดับ ชื่อในปฏิทิน |
| 12 Weekly Jobless Claims |
| 13 Personal income |
| 14 Personal spending |
| 15 BOE Rate Decision ( Bank Of England ) |
| 16 ECB Rate Decision ( Europe Central Bank ) |
| 17 Durable Goods orders |
| 18 ISM Manufacturing Index ( Institute of Supply Manager ) |
| 19 Philadelphia Fed. Survey |
| 20 ISM Non-Manufacturing Index |
| 21 Factory Orders |
| 22 Industrial Production & Capacity Utlization |
| 23 Non-Farm Productivity |
| 24 Current Account Balance |
| 25 Consumer Confidence ( Consumer Sentiment) |
| 26 NY Empire State Index - ( New York Empire Index) |
| 27 Leading indicators |
| 28 Business Inventories |
| 29 IFO Business Index ( Institute of IFO in Germany ) |
| ระดับปานกลาถึงทั่วไป โดยมากใช้เป็นตัววัดพื้นฐาน... |
| ล่าดับ ชื่อในปฏิทิน |
| 30 Housing Starts |
| 31 Existing Home sales |
| 32 New Home Sales |
| 33 Auto and Truck sales |
| 34 Employee Cost index - Labor Cost Index |
| 35 M2 Money Supply - Money Cost |
| 36 Construction Spending |
| 37 Treasury Budget |
| 38 Weekly Chain Stores - Beige Book -Red Book |
| 39 Whole Sales Trade |
| 40 NAPM ( Natonal Association of Purchasing Management) |
| กลุ่มสำคัญมาก |
| Trade Balance |
| โดยปกติประกาศทุกวันที่ 20 ของเดือน ซึ่งจะป็นข้อมูลรอง 2 เดือนก่อนหน้านี้ โดยการประกาศจะบอกให้รู้ถึง |
| ทิศทางของการส่งออกและการนำเข้า ซึ่งตัวเลข Trade Balance จะสามารถคาดคะเนตัวเลข GDP ในอนาคต |
| ได้ ตัวเลข Trade Balance จะนำค่าตัวเลข Export ลบกับ ตัวเลข Import หากผลที่ออกมามีค่าเป็น + จะ |
| หมายถึงเศรษฐกิจที่ดี และมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย |
| Gross Domestic Product หรือ GDP |
| จะประกาศทุกๆ สัปดาห์ที่ 3 หรือ 4 ของเดือน โดย GDP คือตัววัดที่กว้างที่สุดกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของ |
| เศรษฐกิจ การที่ตัวเลข GDP เปลี่ยนแปลงไปจะหมายถึความปลี่ยนแปลงของอัตรการเจริญเติบโตของ |
| เศรษฐกิจ ซึ่จะบ่งบอกกี่ยวพันถึงอัตราเงินเฟ้อ การที่ตัวเลข GDP เพิ่มขึ้นจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย |
| Personal Consumption Expenditure หรือ (PCE) |
| ประกาศ ทุกๆ วันแรกของการท่างานของเดือน โดย PCE จะบอกถึงการอุปโภคบริโภคของภาคครัวเรือน โดย |
| PCE จะบ่งบอกถึงความสามารถในการจับจำยของภาคครัวเรือน โดยตัวเลข PCE ที่สูงจะบ่งบอกถึงเศรษฐกิจที่ |
| เติบโต ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น |
| Consumer Price Index หรือ CPI |
| จะประกาศ ทุกๆ วันที่ 13 ของเดือน โดย CPI จะเป็นตัววัดเกี่ยวกับระดับราคาของสินค้าและบริการที่ซื้อโดยผู้ |
| บริโภค CPI ที่ห็นประกาศกันจะมี CPI กับ Core CPI ซึ่งต่างกันตรงที่ว่า Core CPI จะไม่รวม ภาคอาหาร |
| และ ภาคพลังงานโดยปกติ CPI จะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงอัตราเงินเฟ้อ โดยตัวเลข CPI ที่สูงจะป็นตัววัดเรื่องอัตรา |
| เงินเฟ้อที่สูง ซึ่งจะทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง |
| Treasury International Capital System หรือ TICS |
| ประกาศ ทุกวันที่ 5 ของการทำงานในแต่ละเดือน โดย TIC จะรวบรวมข้อมูลของ US เพื่อดูว่าการลงทุนของคน |
| US และ คนต่างชาติเป็นอย่างไรบ้าง โดยหากข้อมูล TICS เป็นตัวเลขที่สูงจะหมายถึงเศรษฐกิจของ US ที |
| แข็งแกร่งซึ่งมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น |
| Federal Open Market Committee หรือ FOMC |
| จะประชุมเมื่อไร ไม่มีตายตัวแน่นอน แล้วแต่เค้าจะนัดกัน โดยการประชุมจะดูภาพรวมและผลของการประชุมที่ |
| สนไจกันคือเรื่องของอัตรา ดอกเบี้ย การปรับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมีผลทำให้ค่าเงินแข็งคำขึ้น |
| Retail Sales |
| ประกาศ ทุกวันที่ 13 ของเดือน ชื่งจะเป็นข้อมูลของเดืออที่แล้ว โดยจะวัดจากใบเสร็จของการค้าปลีก ซึ่งโดยปกติ |
| จะมองในภาพของสินค้า ซึ่งจะไม่สนใจเรื่องของการบริการและอื่นๆ (เช่นพวกค่าเบี้ยประกัน หรือค่าทนาย) Retail |
| Sale ที่ไม่รวมการซื้อรถ จะเรียกว่า Core Retail Sales โดยการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขการขายจะหมายถึง |
| ราคาที่เปลียนแปลงไป ไม่ได้หมายถึงความต้องการซื้อที่ลดลง การที่ตัวเลข Retail Sales มีตัวเลขที่สูงหมายถึง |
| เศรษฐกิจที่ดีและแข็งแกร่ง ซึ่งมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น |
| University of Michigan Consumer Sentiment index |
| ออกทุกวันศุกร์ที่ 2 ของเดือน โดย Michigan index จะเปรียบเทียบระหว่างดัชนีสองตัวคือ สิ่งที่คาดหวัง และ |
| สิ่งที่เป็นไปจริงๆ ถ้าสิ่งที่คาดหวัง ไว้และสิ่งที่เป็นจริง มีค่าใกล้เคียงกัน หมายถึงเศรษฐกิจเป็นไป ในแนวทางเดียวกัน |
| ที่หวังไว้ ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น |
| Producer Price Index หรือ PPI |
| ประกาศราวๆ วันที่ 11 ของเดือนซึ่งจะเป็นข้อมูลของเดือนก่อน PPI จะเป็นตัววัดราคาของสินค้าในมุมมองของ |
| การค้าส่ง PPI ที่ไม่รวมพวกอาหารและพลังงานจะเรียกว่า Core PPl ซึ่งจะถูกจับตามองมากกว่า เพราะจะมีผล |
| กับอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจาก PPIจะเป็นตัวที่ออกมาก่อน CPI หาก PPI มีค่าสูงมักจะทำให้ CPI มีค่าที่สูงตามไป |
| ด้วย ดังนั้นการที่ PPI มีคำสูงจะทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง |
| กลุ่มสำคัญ |
| Initial Weekly Jobiess Claims |
| ประกาศทุกวัน พฤหัส จะเป็นข้อมูลของสัปดาห์ปัจจุบันรวมถึงวันศุกร์ที่แล้วด้วย ซึ่งจะบอกถึงการว่างงาน โดยปกติ |
| จะสังเกตุความเปลี่ยนแปลงได้จากข้อมูลก่อนหน้าย้อนหลังไปราวๆ 4 สัปดาห์ แล้วมาทำเป็นกราฟ ทั่วไปแล้วหาก |
| มีความเปลี่ยนแปลงเกิน 30,000 จะเป็นสัญญาณบอกถึงการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไป(อาจจะดีขึ้นหรือแย่ลง) |
| ตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้น หมายถึงคนว่างงานที่มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินอ่อนค่าลง |
| Personal Income |
| ประกาศราวๆ วันที่ 5 ของการทำงานในแต่ละเดือน Personal Income เป็นตัววัดเกี่ยวกับรายได้ (ไม่สนว่า |
| จะได้มาจากไหน เช่นพวก ค่าเช่า,ได้มาจากรัฐ,เงินเดือน,ดอกเบี้ย หรืออื่นๆ ) โดยตัวนี้จะเป็นตัวชี้ถึงความ |
| ต้องการในการบริโภคในอนาคต (แต่ไม่เสมอไปนะ เพราะบางทีรายได้ที่มากขึ้น แต่คนอาจไม่จับจ่ายใช้สอยก็ได้) |
| ตัวเลข Personal Income ที่สูงจะหมายถึงอำนาจในการซื้อและเป็นสัญาณบ่งบอกว่าเศรษฐกิจน่าจะดี ซึ่งจะ |
| ทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น |
| Personal Spending |
| ประกาศราวๆ วันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนหน้า Personal Spending |
| จะเป็นตัวเลขรายจ่ายของบุคคล การจับจ่ายที่ลดลง จะหมายถึงรายได้ที่ลดลง ซึ่งจะทำให้กระแสเงินโดยรวม |
| ลดลง (แต่ก็เช่นเดียวกัน Personal Income บางทีการจ่ายลดลงไม่ได้หมายถึงรายได้ที่ลดลง แต่อาจจะไม่ |
| อยากจะจับจำยเป็นได้) ตัวเลขการจับจ่ายที่มากขึ้น จะเป็นสัญญาณที่บ่งว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น |
| Europe Central Bank (ECB), Bank Of England (BOE), Bank Of Japan (BOJ) |
| การประกาศตัวเลขอัตราดอกเบี้ยของประเทศต่างๆ ที่ไม่ใช่ US จะทำค่าเงินของประเทศนั้นๆ เปลี่ยนแปลงไป |
| โดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น โดยปกติการปรับอัตราดอกเบี้ยจะคำนึงถึง 2 อย่างคือ |
| 1. อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (อาจจะอ่อนไป หรือแข็งไป) |
| 2. อัตราเงินเฟ้อ และและเงินฝืด |
| ECB ประกอบไปด้วย 25 ประเทศในยุโรป คือ ttaly, France, Luxembourg, Belgium, Germany, |
| Netherlands, Denmark, Ireland, United Kingdom, Greece, Spain, Portugal, Austria, |
| Finland, Sweden, Czech Republic, Estonia, Cyprus, Latvia, L.ithuania, Hungary. |
| Malta, Poland, Slovakia และ Slovenia |
| Durable Goods Orders |
| ประกาศราว ๆ วันที่ 26 ของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของเดือนก่อน โดยจะเป็นตัววัดปริมาณของการสั่งสินค้า การส่ง |
| สินค้า โดยจะเป็นตัววัดถึงภาคการผลิต ซึ่งหากว่าเศรษฐกิจ มีปัญหาจะส่งผลให้ปริมาณการสั่งสินค้าลดลง ตัวนี้จะ |
| เป็นเหมือนตัวบอกถึง GDP และ PDE การที่ตัวเลข Durable Goods Orders มีค่าที่มากขึ้น จะบ่งบอกถึง |
| เศษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น |
| Institute of Supply Management หรือ ISM |
| ออก ทุกวันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนหน้า ตัวนี้จะเป็นตัวบ่งบอกถึงภาคการ |
| ผลิต ซึ่งรวบรวมข้อมูลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับ การสั่งซื้อสินค้าใหม่, การผลิต, การจ้างงาน, สินค้าคงคลัง, เวลา |
| ในการขนส่ง, ราคา, การส่งออก และการนำเข้า การที่ตัวเลข ISM มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจะแสดงถึงเศรษฐกิจที่ดี และ |
| สามารถทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นได้ |
| Philadelphia Fed Survey |
| ออก ราว ๆ วันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งจะป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนหน้า โดยการสำรวจนี้จะมองมุม |
| กว้างในทิศทางของภาคการผลิต ซึ่งจะมีความสัมพันธ์ร่วมกับ ISM ที่มองเป็นลักษณะของการผลิตเป็นตัวๆไป |
| โดย Philadelphia Fed Survey จะบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของยุทธวิธีของผู้ผลิต ประกอบด้วย ชั่วโมงการ |
| ทำงาน, พนักงาน และอื่นๆ ซึ่งตัววัดตัวนี้มีความสำคัญมากในระบบเศรษฐกิจ การที่ตัวเลขเพิ่มขึ้นจะทำให้ค่าเงิน |
| แข็งขึ้น |
| ISM Service Index หรือ Non-Manufacturing ISM |
| ออก ราว ๆ วันที่สามของการทำงานของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อน ซึ่งเป็นการสำรวจของกลุ่ม การเงิน, |
| ประกันภัย, อสังหาริมทรัพย์, สื่อสาร และทั่วไป การที่ตัวเลข ISM เพิ่มขึ้นหมายถึง demand ที่เพิ่มขึ้น และ |
| ทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น |
| Factory Orders |
| ออกราวๆ วันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อน Factory Orders เป็นการวัดการสั่ง |
| สินค้าทั้งหมด การสั่งสินค้าที่สูงหมายถึง demand ที่เพิ่มากขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้ค่า |
| เงินแข็งค่าขึ้น |
| Industrial Production |
| ออกราวๆ กลางเดือน เป็นข้อมูลย้อนหลัง 1 เดือน ซึ่งเป็นตัววัดว่าการผลิตของอุตส่าหกรรมได้ผลออกมาจริงๆ |
| เท่าไหร่ กาที่ตัวเลขออกมาสูงขึ้นหมายถึง demand ที่พิ่มขึ้น มีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น |
| Non-Farm Productivity |
| ออกราวๆ วันที่ 7 ของเดือนที่ 2 ของ ควอเตอร์ เป็นข้อมูลของควอเตอร์ที่แล้ว อันนี้เป็นตัววัดของผลงานของคน |
| งานและต้นทุนในการผลิตของสินค้า ในสภาวะที่เงินเฟ้อมีความสำคัญตัวเลขนี้ สามารถที่จะทำให้ตลาดเคลื่อนไหว |
| ได้ โดยถ้าตัวเลขที่ลดลงสามารถบอกถึงอนาคตที่เปลี่ยนไป เช่นตัวเลข GDP ที่ดี แต่ถ้าตัวเลขนี้ขัดกันก็สามารถ |
| ทำให้ตลาดมีผลกระทบได้ การที่ตัวเลข Non-Farm Productivity เพิ่มขึ้น หมายถึงการยืนยันในเรื่องของพื้น |
| ฐานของเศรษฐกิจที่ดี และส่งผลให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น |
| นี่เป็นระดับของความผันผวนของแต่ละข่าวนะครับ เป็นค่าเฉลี่ยครับ การที่เราจะเข้าเทรดอย่างไร ก็ให้รอข่าวออกก่อนนะครับ |
| ขอให้ทุกท่าน โชคดี
มีตังค์ใช้ไม่ขาดมือ อย่างยั่งยืนครับ…Zee RoBot (ผมมีโรบอทที่สามารถ ทำกำไรให้คุณได้ถึง 3-5% ต่อวัน (แจกฟรีมีเงื่อนไข)สนใจติดต่อ ไอดีไลน์ : i_c5522) หรือเข้ากลุ่มเทรดได้ที่นี่.... คุณได้รับคำเชิญให้เข้าร่วม "โรบอท Lnw Robot Trad เงินล้าน ...แจกฟรี" โปรดแตะลิงก์ด้านล่างเพื่อเข้าร่วมโอเพนแชทนี้ https://line.me/ti/g2/YBTDbMGC8_DSgNdZs0UhhA?utm_source=invitation&utm_medium=link_copy&utm_campaign=default หรือ สแกน QR โค้ดนี้เพื่อเข้าร่วมกับเรา |
โรบอทเทรดค่าเงินที่สามารถทำกำไรให้คุณได้แม้ขณะที่คุณนอนหลับ มั่นใจ ทำกำไรได้จริง โดยพี่ซี ประสบการณ์เทรดมากกว่า 15 ปี ติดต่อเรา...เพื่อขอรับบอทฟรี
วิธีดู วิเคราะห์ข่าว
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
